โครงงานคอมพิวเตอร์การพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
เรื่อง โรคเบาหวาน
โดย
นางสาวรุ่งมณี รุ่งรังษี ชั้น
ม.6/6 เลขที่ 8
นางสาวอัญรัตน์
อินทรโสภา ชั้น ม.6/6
เลขที่ 26
เสนอ
ครูสักการะ อารมณ์เย็น
โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาคอมพิวเตอร์ ง.30246
ประจำปีการศึกษา 2/2559
โรงเรียนบางบัวทอง นนทบุรี
บทคัดย่อ
''โรคเบาหวาน'' นี้เป็นโครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Education Media
Development) ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้ คือ
เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา
ซึ่งผู้จัดทำจะใช้เว็บไซต์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษาเรื่อง “โรคเบาหวาน” เป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลาย
โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น
การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่า อาหาร การเมือง เทคโนโลยี หรือข่าวปัจจุบัน
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งของ
ครูสักการะ อารมณ์เย็น ครูที่ปรึกษาโครงงาน ที่ได้ให้คำแนะนำ
และข้อคิดเห็นต่างๆมาโดยตลอด และขอขอบคุณครอบครัวและเพื่อนๆของผู้จัดทำโครงงาน
ที่คอยให้กำลังใจ และถามไถ่ความเป็นไปของโครงงานอยู่เสมอ ทำให้ผู้จัดทำโครงงานมีกำลังใจที่จะพัฒนาโครงการจนสำเร็จได้
ผู้จัดทำโครงงานขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้
สารบัญ
เรื่อง หน้า
บทที่ 1 (บทนำ) 4
บทที่ 2
(เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง)
2.1 โรคเบาหวาน
8
2.2 สร้างเว็บบล็อก (Blogger) 12
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการทดลอง
18
บทที่ 4 ผลการทดลอง
19
บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ
20
บรรณานุกรม
21
ภาคผนวก
22
คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ
เบาหวาน (อังกฤษ: Diabetes
mellitus (DM) หรือทั่วไปว่า Diabetes ) เป็นกลุ่มโรคเกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน
น้ำตาลในเลือดสูงก่อให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำและความหิวเพิ่มขึ้น
หากไม่ได้รับการรักษา เบาหวานอาจก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนจำนวนมาก
ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน ได้แก่ ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตนจากเบาหวาน (อังกฤษ: diabetic
ketoacidosis) และโคม่าเนื่องจากออสโมลาร์สูงที่ไม่ได้เกิดจากคีโตน
(อังกฤษ: nonketotic hyperosmolar coma) ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวที่ร้ายแรงรวมถึงโรคหัวใจ,
โรคหลอดเลือดสมอง, ไตวาย, แผลที่เท้าและความเสียหายต่อตา
บทที่1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
การจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์พัฒนาเพื่อการศึกษา ในเรื่อง “โรคเบาหวาน” นั้น
เพราะในปัจจุบันประชากรไทยหันมานิยมการกินอาหารจานด่วน ฟ๊าดฟู๊ด กันโดยส่วนใหญ่
เพราะมีเวลาที่เร่งรีบในช่วงเวลาเช้าๆก่อนที่จพไปเรียนหรือก่อนไปทำงาน
นอกจากจะเป็นโรคอ้วนกันแล้วยังทำให้มีการเกิดภาวะแทรกซ้อน
คือโรคเบาหวานเพิ่มมาอีกด้วย โรคอ้วนนั้นไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะแค่โรคเบาหวาน
ยังสามารถมีโรคอื่นๆแทรกซ้อนมาได้ด้วยอีกเช่นกัน
จุดประสงค์
1.
เพื่อศึกษาและพัฒนาเว็บบล็อก เรื่อง โรคเบาหวาน
2. เพื่อเป็นสื่อทางการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
3. เพื่อเป็นประโยชน์กับบุคคลที่สนใจทั่วไป
สมมุติฐาน
1. ศึกษาสาเหตุการเกิดโรคเบาหวาน
2. ศึกษาพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
3. เพื่อศึกษาโรคที่มาพร้อมกับโรคเบาหวาน
4. ศึกษาวิธีการป้องกัน และรักษาการเกิดโรคเบาหวาน
นิยามศัพท์เฉพาะ
โรคเบาหวานที่พบบ่อยมี 2 ชนิดหลักๆ
คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 และโรค
เบาหวานชนิดที่ 2
ใน พ.ศ. 2540 สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา และองค์การ
อนามัยโลก ได้ตั้งเกณฑ์จำแนกโรคเบาหวานเป็น
4 ชนิด คือ
1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1
เกิดจากบีตาเซลล์ของตับอ่อนถูกทำลาย ไม่สามารถ
สร้างอินซูลินได้
(หรือได้น้อย) จึงไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วย ซึ่งส่วน
มากเป็นผลจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
มักเกิดกับเด็กและคนที่มีอายุน้อย และมี
สายพันธุกรรมที่เสี่ยงกับโรคเบาหวานชนิดนี้
2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2
เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายๆ
อย่าง เช่น
สายพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และการปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง
ดังที่กล่าวมาแล้ว
โดยมักเกิดกับผู้ใหญ่
3. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ
ได้แก่ โรคเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติ
ทางพันธุกรรมที่ทราบรูปแบบชัดเจน
โรคของตับอ่อน ฯลฯ
4. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
เกิดในหญิงมีครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
เบาหวาน
ร่วมกับผลของฮอร์โมนจากรก และฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้นขณะตั้งครรภ์ ส่วน
มากระดับน้ำตาลในเลือดกลับเป็นปกติหลังคลอดบุตร
ในจำนวนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่
2 เช่น
จากข้อมูลเมื่อ
พ.ศ. 2540 คนไทยที่เป็นโรคเบาหวาน พบว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
ถึงร้อยละ 95
ขอบเขตของการดำเนินงาน
คนไทยป่วยเบาหวานมากถึง
3.5
ล้านคน ส่วนใหญ่คุมระดับน้ำตาลไม่ได้ อีก 1.2 ล้านคนไม่รู้ว่าป่วย
ขณะที่พบเด็กไทยป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้น เพราะอ้วนและชอบกินหวาน
วันนี้ (30 ตุลาคม 2556) นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมเนื่องในวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี ว่า ขณะนี้โรคเบาหวานกำลังเป็นภัยเงียบของคนไทยและทั่วโลก โดยจากรายงานล่าสุดของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ พบว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า 371 ล้านคน และจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในปี พ.ศ. 2573 จะมีถึง 552 ล้านคน โดยร้อยละ 80 อยู่ในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา
วันนี้ (30 ตุลาคม 2556) นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมเนื่องในวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี ว่า ขณะนี้โรคเบาหวานกำลังเป็นภัยเงียบของคนไทยและทั่วโลก โดยจากรายงานล่าสุดของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ พบว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า 371 ล้านคน และจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในปี พ.ศ. 2573 จะมีถึง 552 ล้านคน โดยร้อยละ 80 อยู่ในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา
ในส่วนของไทยนั้น
รมว.สาธารณสุข ระบุว่า ผลการสำรวจสุขภาพคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศครั้งล่าสุดเมื่อปี
2552 พบไทยป่วยโรคเบาหวานกว่า 3.5 ล้านคน
เสียชีวิตจากเบาหวานเฉลี่ยปีละเกือบ 8,000 ราย
โดยมีแนวโน้มพบในเด็กมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้เด็กไทยเผชิญความอ้วน
และกินหวานมากขึ้น หากไม่มีการป้องกันควบคุมโรคที่ดีพอ คาดในอีก 8 ปีข้างหน้าไทยจะพบผู้ป่วยถึง 4.7 ล้านราย
นอกจากนี้
ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ในขณะนี้พบว่า มีผู้ป่วยโรคเบาหวาน 1 ใน 3 หรือประมาณ 1.2 ล้านคน ไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน
เนื่องจากไม่เคยได้รับการตรวจวินิจฉัยมาก่อน และผู้ป่วยบางส่วนรู้ตัวแล้วแต่ไม่รักษา
ขณะที่มีผู้ป่วยเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพียงร้อยละ 29
เท่านั้น อีกประมาณร้อยละ 70 คุมระดับน้ำตาลไม่ได้
จึงเกิดโรคแทรกซ้อน ทั้งโรคหัวใจ เท้าเน่า ไตวาย ตามมา
ทำให้แต่ละปีมีค่าดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 47,596 ล้านบาท
ทางกระทรวงจึงต้องเร่งควบคุมป้องกัน และลดจำนวนคนป่วย
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เรื่อง โรคความอ้วน คณะผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าเสนอเอกสารที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
โรคเบาหวาน
1.ความหมายของโรคเบาหวาน
เบาหวานเป็นโรคที่มีน้ำตาลในเลือดมากผิดปกติ
เกี่ยวข้องกับสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อินซูลิน
ซึ่งตับอ่อนผลิตขึ้นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน คือ ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้
น้อยหรือไม่ได้เลย และอีกสาเหตุหนึ่ง คือ มีอินซูลินเพียงพอแต่ร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลได้
2.สาเหตุของโรคเบาหวาน
เบาหวานเกิดได้จากหลายสาเหตุ มักไม่ได้เป็นจากสาเหตุใดสาเพตุหนึ่ง แต่เป็นจากหลายหลายสาเหตุร่วมกัน
ได้แก่
2.1 กรรมพันธุ์ เบาหวานมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง แต่ผู้ที่มีญาติสายตรง อาทิเช่นพ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นเบาหวานก็ไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรคเบาหวานทุกราย ทั้งนี้ขึ้นกับการควบคุมดูแลปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่น
2.2 โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักมาก ไขมันส่วนเกินจะสร้างสารที่ทำให้การตอบสนองของเนื้อเยื่อร่างกายต่ออินซูลินไม่ดี หรือนัยหนึ่ง เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินขึ้น
2.3 ผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ตับอ่อนจะเสื่อมการทำงานลง ทำให้การสังเคราะห์และการหลั่งอินซูลินลดลง
2.4 โรคของตับอ่อน เช่น ภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง จากการดื่มเหล้า ยา หรือไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
2.5 การติดเชื้อไวรัสบางชนิดเมื่อยังเป็นเด็ก เช่น หัด หัดเยอรมัน คางทูม โดยพบว่า เด็กที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว มีโอกาสเป็นเบาหวานเมื่อายุมากขึ้น เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้ป่วย
2.6 การได้รับยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิดบางชนิด ซึ่งยาเหล่านี้ทำให้มีการสร้างน้ำตาลที่ตับมากขึ้น หรือเกิดการตอบสนองของอินซูลินแย่ลง
2.7 การตั้งครรภ์ เนื่องจากขณะตั้งครรภ์จะมีการฮอร์โมนจากรก ซึ่งมีผลต่อต้านการทำงานของอินซูลิน
2.1 กรรมพันธุ์ เบาหวานมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง แต่ผู้ที่มีญาติสายตรง อาทิเช่นพ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นเบาหวานก็ไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรคเบาหวานทุกราย ทั้งนี้ขึ้นกับการควบคุมดูแลปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่น
2.2 โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักมาก ไขมันส่วนเกินจะสร้างสารที่ทำให้การตอบสนองของเนื้อเยื่อร่างกายต่ออินซูลินไม่ดี หรือนัยหนึ่ง เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินขึ้น
2.3 ผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ตับอ่อนจะเสื่อมการทำงานลง ทำให้การสังเคราะห์และการหลั่งอินซูลินลดลง
2.4 โรคของตับอ่อน เช่น ภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง จากการดื่มเหล้า ยา หรือไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
2.5 การติดเชื้อไวรัสบางชนิดเมื่อยังเป็นเด็ก เช่น หัด หัดเยอรมัน คางทูม โดยพบว่า เด็กที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว มีโอกาสเป็นเบาหวานเมื่อายุมากขึ้น เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้ป่วย
2.6 การได้รับยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิดบางชนิด ซึ่งยาเหล่านี้ทำให้มีการสร้างน้ำตาลที่ตับมากขึ้น หรือเกิดการตอบสนองของอินซูลินแย่ลง
2.7 การตั้งครรภ์ เนื่องจากขณะตั้งครรภ์จะมีการฮอร์โมนจากรก ซึ่งมีผลต่อต้านการทำงานของอินซูลิน
3.พฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
3.1
อายุตั้งแต่ ๔๐ ปี ขึ้นไป
3.2 อ้วน และ/หรืออ้วนลงพุง
3.3 มีพ่อแม่ พี่น้อง
เป็นโรคเบาหวาน
3.4 เคยตรวจพบว่า
มีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารสูงกว่าปกติ (IGT) หรือระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารผิดปกติ (IFG)
3.5
มีความดันโลหิตมากกว่าหรือเท่ากับ ๑๔๐/๙๐ มิลลิเมตรปรอท
หรือกำลังรับยาลดความดันโลหิตอยู่
3.6
มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่าหรือเท่ากับ ๒๕๐
มิลลิกรัม/เดซิลิตร และ/หรือเอชดีแอลคอเลสเตอรอล น้อยกว่า ๓๕ มิลลิกรัม/เดซิลิตร)
3.7 มีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
(GDM)
3.8
เคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกเกิดเกิน ๔ กิโลกรัม
3.9 มีประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติ
ได้แก่ คลอดก่อนกำหนด แท้งบุตร บุตรเสียชีวิตในครรภ์
3.10
มีประวัติของโรคหลอดเลือดแดงตีบตัน ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดของขาและแขนตีบตัน
3.11 มีการใช้ยาที่อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะไทอะไซด์ (thiazide) ยากันชักฟีนีโทอิน (phenytoin)
3.12 มีภาวะดื้ออินซูลินที่พบร่วมกับโรครังไข่มีถุงน้ำหลายถุง
(polycystic ovarian syndrome) หรือพบมีลักษณะดื้ออินซูลิน
คือ ผิวหนังบริเวณลำคอหรือรักแร้ มีปื้นหนาสีคล้ำ (acanthosis nigrican)
4.การป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
หรือลดความรุนแรงของโรค
4.1
การออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายที่เหมาะสม และเพียงพอด้วยวิธีต่างๆ เช่น
การบริหารร่างกาย เล่นกีฬา ออกแรงทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวัน อาทิ ปัดกวาดเช็ดถู
พรวนดิน ขึ้นลงบันได เดิน
4.2 รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ
ถูกสุขลักษณะ ปราศจากสิ่งปนเปื้อน มีสารอาหารครบทุกประเภท และในสัดส่วนที่เหมาะสม
หลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบและอาหารหมักดอง รวมทั้งควรดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอ
4.3 ไม่สูบบุหรี่
หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่
เพราะการได้รับควันบุหรี่ซึ่งมีสารพิษหลายอย่างจะทำให้เกิดสิ่งผิดปกติในร่างกายได้ทั้งเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
ทำให้ภูมิต้านทานลดต่ำลง นอกจากนี้ด้านจิตใจก็ยังมีผลต่อการเกิดโรคต่างๆ
รวมทั้งโรคเบาหวานด้วย ดังนั้นควรฝึกจิตใจไม่ให้ตนเองเครียด ไม่โกรธง่าย
ไม่น้อยใจง่าย
5.วิธีรักษาโรคเบาหวาน
5.1 การทานอาหาร สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คาร์โบไฮเดรตมีอิทธิพลสูงสุดต่อค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่หลังอาหาร แม้จะมีหลักการแนะแนวอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือทดแทน ก็อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อผู้ป่วยเบาหวานแต่ละคนเหมือนๆกัน ดังนั้นผู้ป่วยควรมีการจัดตารางอาหารให้สมดุล ควบคู่ไปกับการคำนวณคาร์โบไฮเดรตและการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความยืดหยุ่นในการเลือกทานอาหารได้ในแต่ละวัน
5.1 การทานอาหาร สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คาร์โบไฮเดรตมีอิทธิพลสูงสุดต่อค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่หลังอาหาร แม้จะมีหลักการแนะแนวอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือทดแทน ก็อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อผู้ป่วยเบาหวานแต่ละคนเหมือนๆกัน ดังนั้นผู้ป่วยควรมีการจัดตารางอาหารให้สมดุล ควบคู่ไปกับการคำนวณคาร์โบไฮเดรตและการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความยืดหยุ่นในการเลือกทานอาหารได้ในแต่ละวัน
5.2 การออกกำลังกาย
การทำตัวแอคทีฟ กระฉับกระเฉง
และออกกำลังในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้
ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเรื่องการออกกำลังที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับยาฉีดอินซูลิน
นอกจากนี้ควรคำนึงถึงข้อควรระวังต่างๆเช่น การป้องกันบาดแผลที่เท้า
5.3 ยาเบาหวานและอินซูลิน
ผู้ป่วยเป็นเบาหวานหลายๆท่านอาจจะไม่จำเป็นต้องรับประทานยาเบาหวานหรือฉีดอินซูลิน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและแนวทางการรักษาจากทีมแพทย์ของผู้ป่วยแต่ละคน
แต่หากได้รับการจ่ายยาจากทีมแพทย์
ผู้ป่วยจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
5.4 ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งก็ไม่ต่างจากการวางแผนลดน้ำหนักที่เราจะหมั่นตรวจสอบน้ำหนักตัวเป็นระยะเพื่อให้รู้ว่าแผนที่ทำมาได้ผลดีหรือไม่
ผู้ป่วยเบาหวานก็เช่นกันที่ต้องตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดไม่ว่าจะจากทีมแพทย์หรือการตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง
เพื่อจะทำให้คุณและทีมแพทย์ทราบว่าแผนการควบคุมเบาหวานที่ทำอยู่ได้ผลดีหรือควรจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่
สร้างเว็บบล็อก (Blogger)
1. เข้าไปที่ http://www.blogger.com/ จะเจอหน้าจอแบบนี้
ให้คลิกที่ ลงชื่อเข้าใช้ ดังรูป
2. เลือกบัญชีที่เชื่อมต่อกับGoogle
3. คลิ๊กที่สร้างบล็อคใหม่
4. สร้างหัวข้อ
5.
สร้างลิ้งค์เว็บของท่าน
6. คลิ๊กเลือกแม่แบบ หรือธีมของบล็อคท่าน
8. คลิ๊ก “บทความใหม่” เพื่อสร้างเรื่องที่ท่านจะสร้างบล็อค
9.
สร้างชื่อเรื่องที่โพสไปยังบล็อกของท่าน
10.
เพิ่มรูปเพื่อความสนใจของบล็อกของท่าน
11.
ใส่เนื้อเรื่องประเด็นในบล็อกของท่าน
12.
เผยแพร่ประเด็นในบล็อกของท่านที่สร้างขึ้นมา
13.จบการสร้างบล็อค
กรณีที่ท่านยังไม่มีบัญชีผู้ใช้ในการสร้างบล็อค
1. เข้าไปที่ http://www.blogger.com/ จะเจอหน้าจอแบบนี้ ให้คลิกที่ สร้างเว็บบล็อกของท่านเดี๋ยวนี้ ดังรูป
2. เมื่อท่านคลิกนี้ จะปรากฎดังรูปด้านล่าง
3. ให้ใส่รายละเอียดดังรูป
- ที่อยู่อีเมล : (จากที่ท่านได้สมัคร Gmail)
-
Enter Password : (ใส่รหัสผ่าน)-พิมพ์รหัสผ่านอีกครั้ง
-
Displya name (ตั้งชื่อที่จะให้แสดงตอนโพสเว็บบล็อก)
- พิมพ์ตามอักษรที่ปรากฎให้ถูกต้อง
- คลิ๊กดำเนินต่อไป
4. จากนั้นให้ตั้งชื่อ เว็บบล็อกของท่าน
- คลิกที่ตรวจสอบ เพื่อตรวจเช็คดูว่า มีใครใช้ชื่อนี้ไป หรือยัง
ถ้ามีแล้วระบบจะแจ้งเตือนว่าใช้ไม่ได้ และจะมีตัวเลือกให้เราโดยอัตโนมัต ถ้าชอบใจตัวไหน
ก็คลิกที่ชื่อด้านล่างตัวนั้นได้
แต่ถ้าต้องการชื่ออื่นอีกก็ตรวจสอบจนกว่าจะได้ชื่อที่คุณพอใจ
เมื่อได้ชื่อตามที่ต้องการแล้ว คลิกที่ ดำเนินต่อไป
5. จากนั้นจะเข้าสู่การเลือกแม่แบบว่า
เราต้องการเว็บบล็อกรูปแบบไหน มีให้เลือกมากมายตาม ต้องการสามารถคลิกเพื่อดูตัวอย่างแม่แบบได้
เมื่อได้แม่แบบตามที่เราชอบแล้ว คลิกที่
ดำเนินต่อไปถึงตอนนี้คุณก็จะมีบล็อกกับกูเกิลแล้ว อย่าลืมจดจำคือ
5.1 อีเมลล์ของ gmail
5.2 URL เว็บบล็อก
บทที่3
วิธีการดำเนินโครงงาน
1. โปรแกรมที่ใช้ในการทำโครงงานบทที่
3
1.1 โปรแกรม Microsoft Word 2010
1.2 โปรมแกรม PhotoScape
1.3 เว็บไซต์ที่ให้บริการคือ http://www.blogger.com/
1.4 เว็บไซต์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารคือ
www.facebook.com
, www.gmail.com , www.google.com
2. วิธีการดำเนินโครงงาน
ลำดับ
|
กิจกรรม
|
ระยะเวลาในการดำเนินโครงงาน
|
||||||
วันที่1
|
วันที่ 2
|
วันที่3
|
วันที่4
|
วันที่5
|
วันที่6
|
วันที่7
|
||
1
|
กำหนดชื่อโครงงาน
|
|||||||
2
|
กำหนดวัตถุประสงค์โครงงาน
|
|||||||
3
|
กำหนดขั้นตอนการทำโครงงาน
|
|||||||
4
|
สืบค้นข้อมูลเพื่อจัดทำโครงงาน
|
|||||||
5
|
จัดทำโครงงาน
|
|||||||
6
|
ลงมือทำโครงงาน
|
|||||||
7
|
การเขียนรายงาน
|
|||||||
บทที่ 4
ผลการทดลอง
คณะผู้จัดทำสามารถดำเนินการได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีโดยการวางแผนวิธีดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน
และมีการนำเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมาใช้ในการทำโครงงาน เช่น
1.การรวบรวมข้อมูล “โรคเบาหวาน” จากทางอินเตอร์เน็ต
2.การศึกษาวิธีการสร้างเว็บบล็อกเพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้เรื่อง
“โรคเบาหวาน” จากทางอินเตอร์เน็ต
บทที่ 5
สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผล
จากการดำเนินงานโครงงานการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เรื่อง โรคความอ้วน ในครั้งนี้สรุปผลการดำเนินงานได้ดังนี้
ทำให้ได้เว็บบล็อกเรื่อง โรคความอ้วน เป็นสื่อทางการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งทำให้เกิดประโยชน์กับบุคคลที่สนใจทั่วไป
ส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคความอ้วน
การอภิปรายผล
1. เพื่อศึกษาและพัฒนาเว็บบล็อก เรื่อง โรคความอ้วน
2. เพื่อเป็นสื่อทางการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
3. เพื่อเป็นประโยชน์กับบุคคลที่สนใจทั่วไป
ข้อเสนอแนะ
ควรมีการจัดทาเนื้อหาของโครงงานให้หลากหลายให้ครบทุกกลุ่มสาระ
การเรียนรู้
บรรณนานุกรม
http://www.diabetescareth.com/diabetescare_detail.php?diabetescareid=1
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=35&chap=8&page=t35-8-infodetail07.html
http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/1/12/177/th
http://health.kapook.com/view75261.html
http://kanchanapisek.or.th/kp6/Ebook/BOOK35/pdf/book35_8.pdf
http://style336.blogspot.com/















